ระเบียบข้อบังคับ
มูลนิธิ หม่อมหลวง ลมุล เสนีวงศ์
 
 
 
หมวดที่ 1
ชื่อ เครื่องหมาย และสำนักงานที่ตั้ง
  ข้อ 1 ชื่อมูลนิธินี้ มีชื่อว่า มูลนิธิ หม่อมหลวง ละมุล เสนีวงศ์
ชื่อย่อ ล.ม.ส.
ชื่อภาษาอังกฤษ Lamul Seneewong Foundation
  ข้อ 2 เครื่องหมายของมูลนิธิเป็นภาพลายเส้นประกอบด้วยสี่เหลี่ยมและวงกลมที่ซ้อนทับกันเปรียบเสมือนความ
หลากหลายของความรู้และวิชาการด้านเมืองและสิ่งแวดล้อม มองเหมือนแปลนของเจดีย์สิ่งก่อสร้างทาง
สถาปัตยกรรมไทย สื่อถึงการเผยแผ่องค์ความรู้เรื่องเมืองและสิ่งแวดล้อมให้กับสาธารณชนให้ตระหนักและรับ
ผิดชอบร่วมกันในการสรรค์สร้าง “เมืองดี สิ่งแวดล้อมดี มีไว้ให้ลูกหลาน” สืบต่อไปโดยมีรากฐานที่สำคัญคือ
มูลนิธิ หม่อมหลวง ลมุล เสนีวงศ์ ซึ่งจะเป็นองค์กรขับเคลื่อนหนึ่งที่จะสานภารกิจนี้ให้สำเร็จลุล่วงไปได้
  ข้อ 3 สำนักงานตั้งอยู่ที่ วัดสระแก้ว ถนนสรรพสิทธิ์ ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัด
นครราชสีมา รหัสไปรษณีย์ 30000
 
หมวดที่ 2
วัตถุประสงค์
 
ข้อ 4 วัตถุประสงค์ของมูลนิธิ
4.1 เพื่อบำรุงบูรณะและปฏิสังขรณ์ศาสนสถาน
4.2 เป็นทุนภัตตาหาร การศึกษา และรักษาพยาบาลของพระภิกษุ สามเณร
4.3 ส่งเสริม สนับสนุนการวิจัย การศึกษาและเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน ด้วยการมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายการพัฒนาเมือง และสิ่งแวดล้อมในระยะยาว
4.4 จัดการฝึกอบรมและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เพื่อช่วยท้องถิ่นในการวางและจัดทำผังเมือง อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม รวมทั้งเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารด้านการพัฒนาแก่ประชาชน
4.5 จัดทำโครงการภาคสนาม ดำเนินการหรือร่วมมือกับหน่วยงานราชการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นภาคเอกชน องค์กรการสาธารณะกุศลอื่นๆ ด้านการพัฒนาเมือง และสิ่งแวดล้อม
4.6 ยึดถือหลักการดำเนินงานเพื่อสาธารณประโยชน์เป็นสำคัญ และไม่ดำเนินกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการเมืองแต่ประการใด
 
หมวดที่ 3
ทุนทรัพย์ ทรัพย์สิน และการได้มาซึ่งทรัพย์สิน
  ข้อ 5 ทรัพย์สินของมูลนิธิฯ มีทุนเริ่มแรกคือ เงินสด จำนวน 200,000.-บาท (สองแสนบาทถ้วน)
 
ข้อ 6 มูลนิธิอาจได้มาซึ่งทรัพย์สินโดยวิธีต่อไปนี้
6.1 เงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้ยกให้โดยพินัยกรรมหรือนิติกรรมอื่นๆ โดยมิได้มีเงื่อนไขผูกพันให้มูลนิธิ ต้องรับผิดชอบในหนี้สินหรือภาระติดพันที่อื่นใด
6.2 เงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้จิตศรัทธาบริจาคให้
6.3 ดอกผลซึ่งเกิดจากทรัพย์สินของมูลนิธิ
6.4 รายได้อันเกิดจากการจัดกิจกรรมของมูลนิธิ
 
หมวดที่ 4
คุณสมบัติและการพ้นจากตำแหน่งของกรรมการ
 
ข้อ 7 กรรมการของมูลนิธิต้องมีคุณสมบัติดังนี้
7.1 มีอายุไม่ต่ำกว่า 20 ปี บริบูรณ์
7.2 ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย หรือไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ
7.3 ไม่เป็นผู้ต้องคำพิพากษาให้จำคุกเว้นแต่จะได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ
 
ข้อ 8 กรรมการของมูลนิธิพ้นตำแหน่ง เมื่อ
8.1 ถึงคราวออกตามวาระ
8.2 ตายหรือลาออก
8.3 ขาดคุณสมบัติตามข้อบังคับข้อ 7
8.4 เป็นผู้มีความประพฤติและปฏิบัติตนเป็นที่เสื่อมเสีย และคณะกรรมการของมูลนิธิมีมติให้ออก โดยมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสามในสี่ของคณะกรรมการของมูลนิธิ
 
หมวดที่ 5
การดำเนินงานของคณะกรรมการมูลนิธิ
  ข้อ 9 มูลนิธินี้ดำเนินการโดยคณะกรรมการของมูลนิธิมีจำนวนไม่น้อยกว่า 7 คน แต่ไม่เกิน 21 คน
  ข้อ 10 คณะกรรมการประกอบด้วยประธานกรรมการมูลนิธิ รองประธานกรรมการมูลนิธิ เลขานุการมูลนิธิ เหรัญญิก และตำแหน่งอื่นๆ ตามจำนวนที่เห็นสมควรตามข้อบังคับข้อ 9 ซึ่งในวาระเริ่มแรก ให้คณะกรรมการผู้ริเริ่มจัดตั้งมูลนิธิเป็นผู้เลือกตั้งคณะกรรมการดำเนินงานของมูลนิธิขึ้นคณะหนึ่ง ประกอบด้วยประธานกรรมการมูลนิธ ิและกรรมการอื่นๆตามจำนวนที่เห็นสมควร ตามข้อบังคับของมูลนิธิ
 
ข้อ 11 วิธีได้มาซึ่งกรรมการมูลนิธิให้ปฏิบัติดังนี้
11.1 ผู้ดำรงตำแหน่ง
11.2 ให้คณะกรรมการมูลนิธิชุดที่ดำรงตำแหน่งอยู่เลือกตั้งกรรมการมูลนิธิคนอื่นๆ ตามจำนวนที่เห็นสมควรตามข้อบังคับมูลนิธิ
  ข้อ 12 กรรมการของมูลนิธิอยู่ในตำแหน่งคราวละ 4 ปี
  ข้อ 13 การเลือกตั้งคณะกรรมการของมูลนิธิให้ถือเสียงข้างมากของที่ประชุมคณะกรรมการของมูลนิธิเป็นมติของที่ประชุม
  ข้อ 14 กรรมการของมูลนิธิที่พ้นจากตำแหน่งตามวาระอาจได้รับเลือกเข้าเป็นกรรมการของมูลนิธิได้อีก
  ข้อ 15 ถ้าตำแหน่งกรรมการของมูลนิธิว่างลง ให้คณะกรรมการของมูลนิธิที่เหลืออยู่ตั้งบุคคลอื่นเป็นกรรมการของมูลนิธิแทนตำแหน่งที่ว่าง ให้กรรมการของมูลนิธิที่พ้นจากตำแหน่งปฏิบัติหน้าที่คณะกรรมการของมูลนิธิต่อไป จนกว่ามูลนิธิจะได้รับการจดทะเบียนกรรมการของมูลนิธิกรรมการของมูลนิธิที่ได้รับการตั้งซ่อมอยู่ ในตำแหน่งเท่าวาระของผู้ที่มาแทน
 
หมวดที่ 6
อำนาจหน้าที่คณะกรรมการมูลนิธิ
 
ข้อที่ 16 คณะกรรมการของมูลนิธิมีอำนาจหน้าที่ในการดำเนินกิจการของมูลนิธิตามวัตถุประสงค์ของมูลนิธิ และภายใต้ข้อบังคับนี้ ให้มีอำนาจหน้าที่ต่างๆดังต่อไปนี้
16.1 กำหนดนโยบายของมูลนิธิ และดำเนินการตามนโยบายนั้น
16.2 ควบคุมการเงินและทรัพย์สินต่างๆ ของมูลนิธิ
16.3 เสนอรายงานกิจการ รายงานการเงิน และบัญชีงบดุล รายรับ-รายจ่าย ต่อนายทะเบียน
16.4 ดำเนินการให้เป็นไปตามมติที่ประชุมคณะกรรมการมูลนิธิ และวัตถุประสงค์ของข้อบังคับ
16.5 ตราระเบียบเกี่ยวกับการดำเนินกิจการของมูลนิธิ
16.6 แต่งตั้งหรือถอดถอนคณะอนุกรรมการขึ้นคณะหนึ่งหรือหลายคณะ เพื่อดำเนินการเฉพาะอย่าง ของมูลนิธิ ภายใต้การควบคุมของคณะกรรมการมูลนิธิ
16.7 เชิญผู้ทรงคุณวุฒิ หรือบุคคลที่ทำประโยชน์ให้มูลนิธิเป็นพิเศษ เป็นกรรมการกิตติมศักดิ์
16.8 เชิญผู้ทรงเกียรติเป็นผู้อุปถัมภ์มูลนิธิ
16.9 เชิญผู้ทรงคุณวุฒิเป็นที่ปรึกษาของคณะกรรมการมูลนิธิ
16.10 แต่งตั้งหรือถอดถอนเจ้าหน้าที่ประจำมูลนิธิ มติให้ดำเนินตามข้อ 16.7,16.8 และ16.9 ต้องเป็นมติเสียงข้างมากของที่ประชุม และที่ปรึกษาตามข้อ16.9 ย่อมเป็นที่ปรึกษาของกรรมการมูลนิธิที่รับเชิญเท่านั้น
 
ข้อ 17 ประธานกรรมการมูลนิธิ มีอำนาจหน้าที่ดังนี้
17.1 เป็นประธานของการประชุมคณะกรรมการของมูลนิธิ
17.2 สั่งเรียกประชุมคณะกรรมการของมูลนิธิ
17.3 เป็นผู้แทนของมูลนิธิในการติดต่อกับบุคคลภายนอก หรือการลงลายมือชื่อในเอกสารข้อบังคับ และสรรพหนังสืออันเป็นหลักฐานของมูลนิธิ เมื่อประธานกรรมการของมูลนิธิ หรือกรรมการของมูลนิธิผู้ได้รับมอบหมายให้ทำการแทน ได้ลงลายมือชื่อแล้วจึงเป็นอันใช้ได้
17.4 ปฏิบัติการอื่นๆ จามข้อบังคับและมติของคณะกรรมการมูลนิธิ
  ข้อ 18 ให้รองประธานกรรมการมูลนิธิทำ หน้าที่แทนประธานกรรมการมูลนิธิ เมื่อประธานไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ หรือในกรณีที่ประธานมอบหมายให้ทำการแทน
  ข้อ 19 ถ้าประธานกรรมการมูลนิธิและรองประธานกรรมการมูลนิธิ ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ในการประชุมคราวหนึ่งใดได้ ให้ที่ประชุมเลือกตั้งกรรมการมูลนิธิคนใดคนหนึ่ง เป็นประธานสำหรับการประชุมคราวนั้น
  ข้อ 20 เลขานุการมูลนิธิมีหน้าที่ควบคุมกิจการ และดำเนินการประจำของมูลนิธิติดต่อประสานงานทั่วไป รักษาระเบียบข้อบังคับมูลนิธิ นัดประชุมคณะกรรมการ ตามคำสั่งของประธานกรรมการมูลนิธิ และทำรายงานการประชุมตลอดจนรายงานกิจการของมูลนิธิ
  ข้อ 21 เหรัญญิกมีหน้าที่ควบคุมการเงินทรัพย์สินของมูลนิธิ ตลอดจนบัญชีและเอกสารที่เกี่ยวข้องให้ถูกต้อง และเป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการมูลนิธิกำหนด
  ข้อ 22 สำหรับกรรมการตำแหน่งอื่นๆ ให้มีหน้าที่ตามที่คณะกรรมการของมูลนิธิกำหนด โดยทำเป็นคำสั่งระบุอำนาจหน้าที่ให้ชัดเจน
  ข้อ 23 คณะกรรมการของมูลนิธิมีสิทธิเข้าร่วมประชุมกรรมการ หรืออนุกรรมการอื่นๆ ของมูลนิธิได้
 
หมวดที่ 7
อนุกรรมการ/ผู้ทำงาน
  ข้อ 24 คณะกรรมการของมูลนิธิอาจแต่งตั้ง หรือถอดถอนอนุกรรมการหรือผู้ทำงานได้ตามความเหมาะสม โดยจะแต่งตั้งให้เป็นอนุกรรมการประจำ หรือผู้ทำงานเพื่อการใดเป็นกรณีพิเศษเฉพาะคราวได้ และในกรณีที่คณะกรรมการของมูลนิธิไม่ได้แต่งตั้งประธานอนุกรรมการ / ประธานคณะทำงานเลขานุการ หรือ อนุกรรมการ / ผู้ทำงานในตำแหน่งอื่นไว้ ก็ให้อนุกรรมการ / ผู้ทำงาน แต่ละคณะแต่งตั้งกันเองดำรงตำแหน่งดังกล่าวได้
 
ข้อ 25 ผู้ทำงานอยู่ในตำแหน่งจนกว่าจะเสร็จงานที่ได้รับมอบหมายให้กระทำ ส่วนคณะอนุกรรมการประจำอยู่ในตำแหน่ง ตามเวลาที่คณะกรรมการของมูลนิธิกำหนด ซึ่งถ้ามิได้กำหนดไว้ก็ให้อยู่ในตำแหน่งได้เพียงเท่าวาระของคณะกรรมการมูลนิธิซึ่งเป็นผู้แต่งตั้ง และอนุกรรมการ / ผู้ทำงานที่พ้นจากตำแหน่ง อาจได้รับการแต่งตั้งอีกได้
25.1 อนุกรรมการ/ผู้ทำงานมีหน้าที่ดำเนินการตามที่คณะกรรมการของมูลนิธิมอบหมาย
25.2 อนุกรรมการ/ผู้ทำงานมีหน้าที่เสนอความคิดเห็นต่อกรรมการของมูลนิธิเกี่ยวกับงานที่ได้รับมอบหมาย
 
หมวดที่ 8
การประชุมคณะกรรมการมูลนิธิ
  ข้อ 26 คณะกรรมของมูลนิธิจะต้องจัดให้มีการประชุมสามัญประจำปีทุกๆปีภายในเดือนกันยายน และต้องมีกรรมการมูลนิธิเข้าประชุมอย่างน้อยกึ่งหนึ่ง ของจำนวนกรรมการทั้งหมด จึงจะเป็นองค์ประชุม
  ข้อ 27 การประชุมวิสามัญอาจมีได้ในเมื่อประธานกรรมการมูลนิธ ิหรือเมื่อคณะกรรมการมูลนิธิตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป แสดงความประสงค์ไปยังประธานกรรมการมูลนิธิ หรือผู้ทำการแทน ขอให้มีการประชุมก็ให้เรียกประชุมวิสามัญได้
  ข้อ 28 กำหนดการประชุมและองค์ประชุมของคณะอนุกรรมการ หรือคณะทำงาน ให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการของมูลนิธิจะกำหนด ซึ่งถ้ามิได้กำหนดไว้ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกำหนดการประชุมให้คณะอนุกรรมการ หรือคณะทำงานตกลงกันเอง และในส่วนที่เกี่ยวกับองค์ประชุมให้ใช้ ข้อ 26 บังคับโดยอนุโลม
  ข้อ 29 ในการประชุมคณะกรรมการของมูลนิธิ คณะอนุกรรมการ หรือคณะทำงาน หากมิได้มีข้อบังคับกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น มติของที่ประชุมให้ถือเอาคะแนนเสียงข้างมาก ในกรณีที่มีคะแนนเสียงเท่ากัน ให้ประธานในที่ประชุมเป็นผู้ชี้ขาดกิจการใดที่เป็นงานประจำ หรือกิจการเล็กน้อย ประธานกรรมการของมูลนิธิมีอำนาจสั่งให้ใช้วิธีสอบถามมติทางหนังสือแทนการเรียกประชุมคณะกรรมการของมูลนิธิ แต่ประธานกรรมการมูลนิธิต้องรายงานต่อที่ประชุมคณะกรรมการของมูลนิธิในคราวต่อไป ถึงมติและกิจการที่ได้ดำเนินการไปตามมตินั้น กิจการใดเป็นงานประจำหรือกิจกรรมเล็กน้อยหรือไม่ ย่อมอยู่ในดุลพินิจของประธานกรรมการมูลนิธิ
  ข้อ 30 ในการประชุมคณะกรรมการของมูลนิธิ หรือคณะอนุกรรมการหรือคณะทำงาน ประธานกรรมการมูลนิธิ หรือประธานคณะอนุกรรมการ หรือประธานคณะทำงาน หรือประธานที่ประชุมมีอำนาจเชิญ หรืออนุญาตให้บุคคลที่เห็นสมควรเข้าร่วมประชุมในฐานะแขกผู้มีเกียรติหรือผู้สังเกตการณ์ หรือเพื่อให้คำปรึกษาแก่ที่ประชุมได้
 
หมวดที่ 9
การเงิน
  ข้อ31 ประธานกรรมการมูลนิธิหรือรองประธานกรรมการมูลนิธิ ในกรณีทำหน้าที่แทนมีอำนาจสั่งจ่ายเงินได้คราวละไม่เกิน 50,000 บาท (ห้าหมื่นบาทถ้วน) ถ้าเกินกว่าจำนวนดังกล่าว ต้องได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการของมูลนิธิที่จะอนุมัติให้จ่ายได้ แล้วต้องรายงานให้คณะกรรมการของมูลนิธิทราบ ในการประชุมในคราวต่อไป
  ข้อ 32 เหรัญญิกมีอำนาจเก็บเงินสดได้ครั้งละไม่เกิน 5,000 บาท (ห้าพันบาทถ้วน)
  ข้อ33 เงินสดของมูลนิธิหรือเอกสารสิทธิ ต้องนำฝากไว้กับธนาคารหรือสถาบันการเงินอื่นใด ที่รัฐบาลให้การคํ้าประกันแล้วแต่คณะกรรมการของมูลนิธิจะเห็นสมควร
  ข้อ34 การสั่งจ่ายเงินโดยเช็คหรือตั๋วสั่งจ่ายเงิน จะต้องมีลายมือชื่อของประธานกรรมการมูลนิธิ หรือผู้ทำการแทนกับเหรัญญิกลงนามทุกครั้ง จึงจะเบิกจ่ายได้
  ข้อ 35 การใช้จ่ายเงินตามวัตถุประสงค์ของมูลนิธิ รวมทั้งค่าใช้จ่ายประจำสำนักงาน ให้จ่ายเพียงดอกผลอันเกิดจากทรัพย์สินที่เป็นทุนของมูลนิธิ และเงินที่ผู้บริจาคได้แสดงเจตนาให้เป็นเงินสมทบทุนโดยเฉพาะ และรายได้อันเกิดจากการจัดกิจกรรมของมูลนิธิ
  ข้อ 36 ให้คณะกรรมการของมูลนิธิวางระเบียบเกี่ยวกับการเงินและการบัญชี และทรัพย์สินของมูลนิธิ ตลอดจนกำหนดอำนาจหน้าที่ต่างๆ เกี่ยวกับการรับและจ่ายเงินนอกเหนือจากที่กำหนดไว้ในข้อบังคับ
  ข้อ 37 ให้คณะกรรมการของมูลนิธิกำหนดระยะเวลาบัญชีและจัดทำรายงานสภา
 
หมวดที่ 10
การแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับ
 

ข้อ 38 การแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับ จะกระทำได้โดยเฉพาะที่ประชุมกรรมการมูลนิธ ิซึ่งต้องมีกรรมการมูลนิธิเข้าร่วมประชุมไม่น้อยกว่าสามในสี่ของจำนวนกรรมการทั้งหมด และมติให้แก้ไขหรือเพิ่มเติมข้อบังคับ ต้องประกอบด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนกรรมการที่เข้าประชุม

 
หมวดที่ 11
การเลิกมูลนิธิ
  ข้อ 39 ถ้ามูลนิธิต้องเลิกล้มไป โดยมติของคณะกรรมการหรือโดยเหตุใดก็ตาม ทรัพย์สินทั้งหมดของมูลนิธิที่เหลือ ให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์แก่วัดสระแก้ว อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา
 
ข้อ 40 การสิ้นสุดของมูลนิธินั้น นอกจากที่กฎหมายบัญญัติไว้แล้ว ให้มูลนิธิเป็นอันสิ้นสุดลงโดยมิต้องให้ศาลสั่งเลิกด้วยเหตุต่อไปนี้
40.1 เมื่อมูลนิธิได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนจัดตั้งเป็นมูลนิธิแล้วไม่ได้รับทรัพย์สินตามคำมั่นเต็มจำนวน
40.2 เมื่อกรรมการมูลนิธิจำนวนสองในสามมีมติให้ยกเลิก
40.3 เมื่อมูลนิธิไม่อาจหากรรมการได้ครบตามจำนวนกรรมการที่กำหนดไว้ในข้อบังคับ
40.4 เมื่อมูลนิธิไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้ไม่ว่าด้วยเหตุใดๆ
 
หมวดที่ 12
บทเบ็ดเตล็ด
  ข้อ 41 การตีความในข้อบังคับของมูลนิธิ หากเป็นที่สงสัย ให้คณะกรรมการมูลนิธิโดยเสียงข้างมากของจำนวนกรรมการที่มีอยู่เป็นผู้ชี้ขาด
  ข้อ 42 ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ว่าด้วยมูลนิธิมาใช้บังคับในเมื่อข้อบังคับของมูลนิธิได้กำหนดไว้
  ข้อ 43 มูลนิธิจะต้องไม่ดำเนินการหาผลประโยชน์มาแบ่งปันกันหรือเพื่อบุคคลใด นอกจากเพื่อดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของมูลนิธินั้นเอง
 
     
ลงนาม
ผู้จัดทำข้อบังคับ
 
(ผศ.นิคม บุญญานุสิทธิ์)
 
 
 
สถาบันพัฒนาเมืองนครราชสีมา
279 ถนนมหาดไทย อ.เมือง จ.นครราชสีมา 30000
โทรศัพท์ : 044 267844    Fax: 044 267844    E-mail: nikhom_boon@inud.org